Life at Tencent

พนักงานเทนเซ็นต์ แนะเคล็ดลับมนุษย์เงินเดือน 7 ข้อ

พนักงานเทนเซ็นต์ แนะเคล็ดลับมนุษย์เงินเดือน 7 ข้อ

 “ร่ำไรรายวัน : 7 ข้ออ้างสุดคลาสสิกของมนุษย์เงินเดือน พร้อมทางแก้”

ทำไมมนุษย์เงินเดือนถึงต้องเผชิญกับสารพัดปัญหาที่ถาโถมเข้ามา และดูเหมือนว่าคำบ่นเหล่านี้ไม่เคยเบาบางลงเลย ดูได้จากสเตตัสเพื่อนๆ บนเฟซบุ๊กในคืนวันอาทิตย์ ที่เกิดอาการละเหี่ยจิตก่อนจะถึงเช้าวันจันทร์ เรื่องน่าบ่นของคนในออฟฟิศที่เพื่อนสนิทชอบมาระบายให้ฟัง หรือแม้แต่ตัวเราเองที่ก็แอบมีข้ออ้างกับบางเรื่องอยู่เสมอเหมือนกัน

เพราะนี่คือปัญหาระดับชาติ จึงขอหาทางแก้ให้เหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลายให้พบทางสว่าง คุณจะได้รู้ว่าตัวเองไม่ได้โดดเดี่ยว และคุณจะเป็นคนใหม่ที่ดีขึ้นได้ แบบที่ไม่ต้องบ่นด้วยประโยคทำนองนี้อีกต่อไป

 

#1 “เกลียดวันจันทร์!” ขอไม่ตื่นไปทำงานจะได้ไหม
ก็ให้คิดเสียว่าวันนี้เป็นวันอังคารเสียตั้งแต่ตอนตื่น! ซะที่ไหนล่ะ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่วันจันทร์ เพราะต่อให้มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่อเนื่อง 3 วัน แล้วเริ่มงานวันอังคาร ก็อดบ่นไม่ได้อยู่ดี ปัญหาที่แท้ทรูอยู่ที่อินเนอร์ของการอิ่มเอมกับช่วงเวลาแห่งวันหยุดมากไป จนขี้เกียจกลับเข้าสู่โลกแห่งความจริงต่างหาก
ดังนั้น ถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่เอนจอยกับโลกของวันพักผ่อนมากขนาดนั้น ก็จงทำทุกวันทำงานให้เหมือนเป็นวันพักผ่อน ด้วยกิจกรรม ‘เสริมเช้าวันจันทร์ให้เสมือนเย็นวันศุกร์’ ดังนี้
- ปกติเราจะชอบแต่งตัวสนุกๆ มีสีสันในวันศุกร์ เพื่อเตรียมไปปาร์ตี้ต่อ ก็ให้เอาชุดที่ตั้งใจจะใส่ให้สนุกสุดเหวี่ยงนั่นแหละ มาใช้งานในเช้าวันจันทร์
- ปกติเราจะชอบนึกถึงมื้อเย็นวันศุกร์ว่าจะกินอะไรดี ปาร์ตี้ที่ไหนถึงจะโดน ก็ให้ตั้งใจเสียใหม่ว่า เช้านี้เราจะกินเมนูเครื่องดื่มอะไรดี ควรมีเบเกอรี่อร่อยๆ เคียงสักชิ้น หรือกินมื้อเที่ยงเมนูตามใจปากตั้งแต่เริ่มต้นสัปดาห์ไปเลย
- ขี้เกียจตื่นเช้า เพราะเอาเวลาไปใช้กับชั่วโมงพักผ่อนในวันอาทิตย์จนหมด ดังนั้น ก็อย่าชาร์จพลังในวันหยุดเสียจนเต็มแม็กซ์ อย่าให้กิจกรรมในวันอาทิตย์แตกต่างจากวันจันทร์มากจนเกินไป นอนตื่นสายในวันหยุดได้ แต่ก็ไม่ควรเกินครึ่งถึง 1 ชั่วโมง นาฬิกาชีวิตจะได้ไม่เหวี่ยงมากนัก จงพักผ่อนแต่พอเพียง
- หาความรู้ใหม่ๆ ใส่ตัวในทุกเช้าวันจันทร์ เพราะสาเหตุหนึ่งของการเบื่ออะไรเดิมๆ เพราะคุณไม่มีโอกาสได้ตื่นเต้นกับเรื่องราวใหม่ๆ เปิดเฟสบุ๊กตัวเองก็เจอแต่เพื่อนบ่นแต่ปัญหาเก่าๆ ที่เราเคยฟังมาแล้ว หรือแชร์เรื่องซ้ำๆ มาจากต้นทางเดิมๆ ทางแก้คือ จงเปิดประตูเข้าสู่แหล่งข้อมูลใหม่ เช่น ฟัง PODCAST แชนเนลที่ไม่เคยฟังมาก่อน หรืออ่านแอปฯ ข่าวน้องใหม่อย่าง NoozUp จะได้มีเรื่องไปแชร์แบบไม่ซ้ำทางใคร จนคุณรู้สึกพิเศษกับตัวเองได้โดยอัตโนมัติ
- หาใครสักคนไว้แอบชอบในออฟฟิศ! ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าวิธีนี้ได้ผลแน่ๆ เพราะเชื่อว่าคุณต้องอยากหมุนเวลาให้มาถึงเช้าวันจันทร์ไวๆ จะได้แอบเจอใครคนนั้นในลิฟต์ ในร้านกาแฟ หรือแค่เดินสวนกันก็ฟินแล้ว


#2 จะเอาเวลาจากไหนไป “ออกกำลังกาย”
ก็เอาเวลา 24 ชั่วโมงที่ธรรมชาติให้มาเป็นต้นทุนชีวิตนั่นแหละ แค่จัดสรรให้ได้ และเราขอยืนยันว่า มันทำได้จริงๆนะ!
ส่วนมากมนุษย์ออฟฟิศมักมีความตั้งใจอยากออกกำลังกายให้ได้ตลอดรอดฝั่งกันทั้งนั้น แต่เหตุผลที่ทำไม่ได้ นอกเหนือไปจากใจตัวเองแล้ว ยังมีปัจจัยภายนอกอื่นๆ อีกหลายประการ อย่างออกกำลังกายตอนเช้าไม่ได้ เพราะต้องรีบเข้างานให้ทัน ออกกำลังกายตอนเย็นไม่ได้ เพราะฝนตก มีนัดกับแฟน เพื่อนชวนกินปิ้งย่าง เคลียร์งานค้างไม่จบ ฯลฯ ส่วนออกกำลังกายวันเสาร์-อาทิตย์ไม่ได้? ก็วันหยุดทั้งทีทำไมจะนอนหลับอุตุให้สมกับ Lazy Day ไม่ได้ล่ะ?!
ถ้าตั้งใจอยากออกกำลังกายจริงจัง ต้องแก้ปัญหานาฬิกาชีวิตทั้งระบบ แนะนำว่า ออกกำลังกายตอนเช้าได้จะเวิร์คที่สุด เพราะช่วยให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า และมั่นใจได้จริงๆ ว่าความตั้งใจสัมฤทธิ์ผลแน่ โดยไม่ต้องไปรอลุ้นความน่าจะเป็นในตอนเย็น
แต่การจะออกกำลังกายช่วงเช้าก่อนไปทำงานได้ นั่นหมายความว่าคุณต้องตื่นก่อนเวลาปกติอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อจัดการเวิร์กเอาท์และอาบน้ำให้จบครบกระบวนความ
ซึ่งนั่นก็หมายความว่า คุณต้องเข้านอนเร็วกว่าปกติ เพื่อพักผ่อนให้เพียงพอ ถ้ามั่นใจว่านอนหลับสนิทแบบมีคุณภาพได้จริง นอนสัก 6 ชั่วโมงก็เหลือเฟือ ถ้าทำได้ ควรเข้านอนก่อน 4 ทุ่ม เพื่อให้ Growth Hormones ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
และการที่คุณจะเข้านอนตอน 4 ทุ่มได้ ก็หมายความว่า คุณต้องรีบทำงานให้เสร็จไวๆ ออกจากออฟฟิศแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะถึงบ้านในช่วงหัวค่ำ และเตรียมตัวเข้านอน
ฟังดูอาจเป็นเรื่องเหนือจริงสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ต้องเผชิญการจราจรแสนสาหัสในกรุงเทพฯ ทุกวัน แต่ถ้าลองปรับวิถีชีวิตไปทีละนิด เช่น เลิกขับรถ แล้วหันมานั่งรถไฟฟ้าแทน ก็ทำให้คำนวณเวลาในการเดินทางได้แบบเป๊ะๆ และหมดข้ออ้างเรื่องรถติดไปได้
ลองจัดการตารางเวลาชีวิตทั้งระบบให้ได้ ค่อยๆ แก้ไปทีละเปลาะ เท่านี้จะทำอะไรก็ง่ายไปทุกอย่าง ไม่ใช่แค่เรื่องออกกำลังกาย
ส่วนถ้าจัดเวลาได้แล้ว แต่จู่ๆ ใจเกิดขี้เกียจจะออกกำลังกายขึ้นมา ควรหาแรงจูงใจเป็นเพลย์ลิสต์เพราะๆ ไว้ฟังเพื่อเรียกพลังระหว่างเวิร์กเอาท์ ถ้านึกไม่ออกก็เลือกเพลย์ลิสต์จาก JOOX ได้ทันที มีให้เลือกสนุกทุกอารมณ์

 
#3 เงินเดือนคงที่ แต่ “หนี้” งี้เพิ่มเอาๆ 
แบบนี้ต้องใช้ประโยชน์จากรายรับคงที่ให้เต็มที่ เพราะอย่างน้อยๆ คุณก็รู้แน่ชัดว่ามีรายได้ต่อเดือนเท่าไร ส่วนรายจ่ายที่ไม่แน่นอนก็จัดการให้เข้าที่เข้าทางซะ
เข้าใจว่าทุกคนต้องมีภาระ ไม่งั้นจะมาทำงานทำไม ทั้งต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ จ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าประกันชีวิต ฯลฯ และทุกคนต่างก็ต้องการเป็นเจ้าของไลฟ์สไตล์ที่ทำให้ชีวิตมีความสุข การกิน เที่ยว ช้อป จึงเป็นกิจกรรมภาค ‘ไม่’ บังคับ ที่ทุกคนเต็มใจทำ ซึ่งก็เป็นการก่อหนี้โดยยินยอมนั่นเอง
ถ้าคุณหาเงินมาใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้อย่างเหลือเฟือ ก็ไม่ต้องแก้ปัญหาหนักอกนี้ แต่ถ้าหาเงินมาใช้ได้แบบเดือนชนเดือน ก็จงหักห้ามใจไม่ก่อหนี้เพิ่ม เสริมด้วยการใช้กฎ 80/20 ในการออมสตางค์
เริ่มด้วยการแบ่งค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
- 50% คือ รายจ่ายจำเป็นที่ต้องจ่ายทุกเดือนหรือทุกปี เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ฯลฯ
- 30% คือ รายจ่ายเพื่ออนาคต เช่น การออมเงิน การลงทุนในกองทุน ฯลฯ
- 20% คือ รายจ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร
ทันทีที่เงินเดือนออก ให้เบิกเงิน 20% ที่เป็นรายจ่ายจุกจิกในชัวิตประจำวันออกมาเป็นเงินสด เพื่อใช้จ่ายตลอดเดือน อาจจะเบิกมาเกินได้นิดหน่อย เผื่อเหลือเผื่อขาด จะได้ไม่ไประรานเงินส่วนหลัก แล้วถ้าเงินเหลือใช้ ค่อยให้รางวัลตัวเอง เช่น ซื้อของที่อยากได้ เดินทางท่องเที่ยว ฯลฯ จำกัดวงเงินค่าใช้จ่ายได้เมื่อไร หนี้ก็จะค่อยๆ ลดลงไปเอง
ส่วนอีกวิธีสำหรับคนขยัน ในเมื่อรายรับคงที่ แถมยังมีรายจ่ายกัดกินจนแทบจะไม่เหลือพอให้ใช้ งั้นให้ “ทำงานเพิ่ม” เช่น ขายเสื้อผ้าออนไลน์ ขายของมือสอง ฯลฯ แล้วให้รายได้จากงานเสริมช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าของคุณ จะมาก จะน้อย ก็ช่วนผ่อนภาระหนักให้เป็นเบาได้

 

#4 ติด “น้ำชง” เกินลิมิต ขาดไปชีวิตคงอยู่ไม่ได้
เดินเข้าออฟฟิศพร้อมแก้วกาแฟทุกเช้า แวะร้านน้ำชงเติมน้ำตาลเข้าเส้นเลือดทุกพักกลางวัน หยุดไม่ได้...ขาดใจแน่ๆ พฤติกรรมที่แก้ไม่เคยหายด้วยสารพัดข้ออ้างที่มนุษย์น้ำชงมโนขึ้นในหัว บ้างก็อ้างว่า “มันติดไปแล้วอะพี่ ไม่กินก็ทำงานไม่ได้” แต่เชื่อสิว่าน้ำชง เลิกยากแต่เลิกได้ ถ้าเลิกอ้าง!

ทั้งนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ข้ออ้าง แต่ปัญหาคือผลเสียที่ตามมาของการเสพติดน้ำชงต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นเงินที่ต้องเสียไป, น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น แต่ผลเสียอะไรคงไม่สำคัญเท่าผลเสียต่อสุขภาพหรอก ดังนั้น มาเลิกอ้างแล้วเลิกติดน้ำชงไปพร้อมๆ กันดีกว่า

ในเมื่ออยากเลิกอะไรสักอย่าง ลองลิสต์ข้อเสียของมันออกมาให้ได้มากที่สุด ถ้าลองชั่งน้ำหนักดูแล้วพบข้อเสียมากกว่าข้อดี ก็เลิกซะ!

รวมๆ แล้วก็ดูแพงเหลือเกิน การที่มนุษย์เงินเดือนจ่ายค่าน้ำชงแก้วละ 50 - 60 บาททุกวัน อาจจะมองว่าไม่ใช่จำนวนเงินที่เยอะหนักหนา แต่ถ้าลองคำนวณค่าเสียหายจากน้ำชงตลอดปีดู จะพบว่าเห็นตัวเลขแล้วไม่ตลกเอาเสียเลย เช่น
สมมุติกินน้ำชงแก้วละ 50฿ ทุกวันเป็นเวลา 1 ปี รวมแล้วก็เป็นเงิน 50x366 = 18,300 บาทต่อปี
อัปเกรดความแพงกินลาเต้เย็นของ Starbucks ทุกวันเป็นเวลา 1 ปี คิดเป็นเงิน 110x366= 40,260 บาทต่อปี 
ถ้ายังรู้สึกว่าตัวเลขที่เห็นไม่ได้ทำให้คุณสะเทือนใจ แต่อย่าลืมว่าข้อเสียของมันก็มีอิทธิพลต่อสุขภาพและรูปร่างคุณไม่น้อยเลย 
หากลดปริมาณการกินไม่ได้ หนทางสุุดท้าย คือ ลองหาวิธีการกินชากาแฟแบบไม่เสียสุขภาพดูสิ
อ่าน 6 เคล็ดลับดื่มกาแฟอย่างไรโดยไม่เสียสุขภาพได้ที่ http://www.noozup.news/118239/


#5 “งานเยอะ” อยากให้วันหนึ่งมีสัก 30 ชั่วโมง
อีกหนึ่งคำบ่นยอดฮิตตลอดกาล “งานโหลดอะพี่” ซึ่งเข้าใจได้ว่าสายงานบางสายหรือบริษัทบางบริษัทก็ทำให้เราต้องทำงานหนักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าคุณได้ลองมองไปรอบๆ โต๊ะทำงานหรือออฟฟิศ แล้วพบว่ายังมีใครบางคนที่งานหนักเหมือนคุณ แต่กลับสามารถบาลานซ์ทุกสิ่งในชีวิตได้อย่างดี คุณนั่นแหละที่ต้องหันกลับมาทบทวนตัวเองแล้ว 
ที่เคลียร์งานไม่หมดสักที เพราะคุณมัวแต่ไปสโลว์ไลฟ์ที่ร้านกาแฟใต้ตึกออฟฟิศหรือไม่? มัวแต่ติดโซเชียล ส่องไอจี อัฟรูป/สเตตัส จนเสียการเสียงานหรือเปล่า? ถ้าใช่ ลองถามตัวเองว่า สรุปแล้วเวลามันน้อย หรือตัวเองน่ะที่ “เยอะ” และถ้าคุณอยากเปลี่ยนนิสัยแย่ๆ เรามีวิธีแก้ง่ายๆ มาฝาก
เลิกผัดวันประกันพรุ่ง ถ้าเลิกนิสัยเสียๆ ได้ บรรดางานที่คุณพอกมาเป็นเวลานานจะหายไปในพริบตา 
คิดว่างานคือเกมที่เราต้องแข่ง ภายในเวลาที่จำกัด ซึ่งน่าจะทำให้คุณกลับมาสนุกกับการทำงานได้ไม่ยาก แถมยังเคลียร์งานได้ในเวลาอันรวดเร็ว เลิกอ้าง เลิกบ่น แล้วก้มหน้าทำงานซะ!

#6 เหนื่อยงานไม่เท่าไหร่ “เหนื่อยคน” นี่ดิ
คนนั้นก็ไม่ดี คนนี้ก็ขี้เกียจ แผนกโน้นขี้นินทา แผนกนี้ก็ชอบหนีงาน คนนั้นมาสาย คนนั้นก็ชอบแวบหายไปทุกบ่าย ฯลฯ สารพันเรื่องน่าเหนื่อยน่าบ่นของคนรอบตัวในออฟฟิศ ที่พอเก็บมาคิดทีไรก็ให้รู้สึกรกสมองทุกที บางครั้งจึงอดไม่ได้ที่จะต้องบ่นลอยๆ เพื่อปลดปล่อยอารมณ์ทางสเตตัสในเฟสบุ๊ก หรือระบายให้เพื่อนร่วมงานคอเดียวกันฟังบ้างเป็นบางเวลา
เอาเข้าจริง การที่ข้อเสียของคนอื่น ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของคุณนั้น เขาแย่จริงๆ อย่างที่คุณจ้องจับผิดรึเปล่า หรือนั่นเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่เขาเป็น เพราะคุณเลือกที่จะมองข้ามข้อดีของเขาไป เพราะอย่างน้อยๆ ถ้าทีมเวิร์กยังไม่เสียสมดุล ชิ้นงานยังสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี นั่นแปลว่า เขาก็คงทำงานบ้างแหละ
การเอานิสัยเสียของคนอื่นมาใส่ไว้ในใจตัวเองเป็นเรื่องที่แก้ยาก และเอาเข้าจริงก็คือ แก้ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล ทางที่ดีควรนำคติในการดำเนินชีวิตของคนญี่ปุ่นอย่าง “ฮันเมนเคียวฉิ” มาปรับใช้จะดีที่สุด
ฮันเมน แปลว่า ด้านตรงข้าม ส่วน เคียวฉิ แปลว่า ครู รวมแล้วคำนี้แปลตรงตัวว่า “ครูด้านตรงข้าม” นั่นก็คือ การนำแบบอย่างของนิสัยที่ไม่ดีในคนอื่นมาเป็นครูของเรา เพื่อให้เราไม่ทำพฤติกรรมแบบนั้นนั่นเอง 
ถ้าเขาขี้เกียจ เราก็ต้องขยัน ถ้าเขามาสาย เราก็ต้องเป็นหนึ่งคนในออฟฟิศที่มาเช้า ถ้าเราไม่ชอบอะไรในแบบที่เขาเป็น เราก็ต้องไม่เป็นคนแบบนั้น ง่ายๆ แค่นี้ก็ลดปริมาณคนนิสัยไม่ดีในออฟฟิศไปได้อีกหนึ่งคน


#7 อย่างนี้ต้องลาออก สงสัยต้อง “ลาออก”

เขาว่ากันว่าเด็ก Gen Y คือ เด็กไม่มีความอดทน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะเจเนอเรชั่นไหนก็บ่นอยากลาออกได้ แน่นอนว่าการที่คุณคิดจะลาออกต้องมีเหตุผล ซึ่งเหตุผลในการลาออกยอดฮิตคงหนีไม่พ้น “งานหนัก งานน้อย” “เพื่อนร่วมงานแย่” ไม่ก็ “งานไม่ท้าทาย”
ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะทุกคนแค่อยากอยู่ในที่ที่ทำให้ตัวเองสบายใจ แต่ทั้งนี้ ก่อนจะผลีผลามตัดสินใจลาออก ต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อนว่าเราเสี่ยงที่จะหนีเสือปะจระเข้หรือเปล่า โดยสเต็ปแรกที่มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายอยากลาออกต้องทำ คือ “การคุยกับตัวเองให้เคลียร์” ถึงสิ่งที่เราต้องการในชีวิตจริงๆ คืออะไร? เรากำลังหนีปัญหาหรือเปล่า? และถ้ามั่นใจว่าคำตอบสุดท้าย คือ “การลาออก” ก็จงออก! แต่ถ้าจะไฟท์ต่อ ก็ทำตามนี้
- วิธีโลกสวยที่ช่วยคุณได้ เพียงแค่ปรับความคิด เปลี่ยนมุมมอง โดยการถามตัวเองว่างานนี้เป็นงานใช่สำหรับเราหรือเปล่า? ถ้าใช่ก็จงโฟกัสกับงานและทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด และเอ็นจอยกับงานให้มากขึ้น แล้วเราจะมีความสุขกับการทำงานเอง แม้จะเป็นเช้าวันจันทร์ก็ตาม
- “คิดจะพักคิดถึงภาระ” ค่าน้ำค่าไฟ ค่าห้อง ค่างวดบัตรเครดิต ส่งให้แม่ ค่าอาหารแมวอาหารหมา คิดเยอะๆ แล้วจากนี้คุณจะไม่อยากลาออกอีกต่อไป...